12.20.2021 | "ตรวจ COVID antibody มีประโยชน์ไหม"
🤷♂️ สำหรับการตรวจ antibody testing เป็นการตรวจ Immunoglobulin G (IgG) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตมาจากเซลส์ๆหนึ่งเรียกว่า กลุ่ม plasma cell ซึ่ง plasma cell จะเจริญมาจากกลุ่ม B cell (มีหน้าที่เมื่อเจอสิ่งแปลกปลอมแล้วเราต้องการกำจัด B cell จะเห็น มีความจำเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาเพื่อเป็น plasma cell เพื่อที่จะสร้าง antibody เหล่านี้ไปยังเส้นเลือด ตามน้ำเหลือง เข้าไปบริเวณต่างๆของร่างกาย เพื่อจับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นให้ร่างกายเรากำจัดทิ้ง)
กรณีของโควิดการตรวจ antibody อาจไม่ได้ช่วยเรามากไปกว่าที่จำเป็น เพราะร่างกายเราซับซ้อนมีระบบภูมิคุ้มกันอยู่หลายระบบ แล้วระบบที่จะเน้นย้ำในวันนี้คือกลุ่ม Adaptive immunity เป็นภูมิคุ้มกันที่มีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสิ่งที่ผิดปกติที่เข้ามาในร่างกายเราได้ หมายความว่าถ้ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย ร่างกายเราจะตอบสนองโดยการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของร่างกายเพื่อให้ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมได้อย่างดี
ในระบบ Adaptive immunity จะมีหลักๆอยู่ 2 ตัวคือ
กลุ่ม B cell, plasma cell ซึ่งสร้าง antibody
ภูมิคุ้มกันแบบ cell ซึ่งเรียกว่า เป็นกลุ่ม T cell
ทั้งสองตัวนี้จะทำงานร่วมกัน แต่ทั้งสองตัวนี้เราไม่มั่นใจว่ามันจะไปด้วยกัน 100% หรือไม่ หมายความว่า ถ้ามี antibody สูงๆแล้ว T cell จะสูงตามไปด้วยหรือไม่ หรือถ้า antibody ต่ำๆแล้วเราจะป้องกันโรคไม่ได้จริงหรือไม่
แต่ปัจจุบันนี้มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้น เช่นคนที่มีความผิดปกติในร่างกายอย่างหนึ่งไม่สามารถสร้าง antibody ชนิด IgG ได้ตั้งแต่กำเนิด เราก็คาดว่า คนกลุ่มนี้เมื่อติดโควิดน่าจะมีอาการรุนแรง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีรายงานว่า คนที่เป็นโรค Agammaglobulinemia แล้วไปเปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่เป็นโรคที่ไม่สามารถสร้างทั้งภูมิคุ้มกันแบบ antibody และ ภูมิคุ้มกันแบบ cell หรือ T cell คือโรค Common Variable Immunodeficiency (CVID) หรือ combined variable immunodeficiency syndrome
ทั้งสองกลุ่มนี้เมื่อติดโควิดแล้วมีลักษณะที่แตกต่างกัน กลุ่มที่ไม่สามารถสร้าง IgG ยังสามารถหายจากโควิดได้ และอาการไม่ได้รุนแรงไปเสียทุกเคส ด้วยการรักษาด้วยยาเหมือนกันทั้งสองกลุ่ม (ไม่ได้ให้ยาเสริม antibody cocktail ด้วย) จึงเป็นตัวชี้ว่า antibody ไม่ใช่ภูมิคุ้มกันทั้งหมดที่เราตรวจ
ส่วนกลุ่มที่มีความผิดปกติทั้ง antibody ชนิด IgG และ ภูมิคุ้มกันแบบ cell ที่เรียกว่า T cell เราพบว่ามีอาการหนักค่อนข้างเยอะ หมายความว่า กลุ่ม T cell ที่ทำงานไม่ได้ ก็จะไม่สามารถกำจัดเชื้อที่เข้าไปในเซลส์ของคนเรา
จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มี antibody ก็จะไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่มี T cell อาการก็อาจจะหนักได้
มีอีกกรณีที่คนไข้กลุ่มหนึ่งที่ต้องให้ยากดภูมิ B cell เช่น Rituximab เป็นยาต่อต้าน B cell ทำให้ B cell ตายเพราะ B cell เขาทำงานผิดปกติ ต่อต้านตัวเอง เช่น ภูมิต้านทานต่อต้านตัวเอง เช่น SLE, รูมาตอยด์ คนกลุ่มนี้เมื่อรับยาไปแล้ว จะตรวจไม่พบ antibody หรือ เจอน้อยมาก และพบว่าเมื่อเป็นโควิดก็สามารถหายได้ โดยบางรายก็ไม่ได้รับ Monoclonal antibody
แต่การศึกษานี้อาจมีความลำเอียงเนื่องจากว่า คนกลุ่มนี้ บางคนได้
Monoclonal antibody บางคนก็ไม่ได้ แต่เราไป focus คนที่หายจากโควิดโดยไม่ได้ใช้ Monoclonal antibody จะเห็นได้ว่า antibody ไม่ใช่ทั้งหมดของภูมิต้านทานต่อโควิด
ส่วนหลักฐานล่าสุดจากประเทศอังกฤษ ที่เป็น first wave ประมาณ เดือนมีนาคม,เมษายน 2020 ดูว่ามีคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโควิดกี่คน แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม ดังนี้
กลุ่มหนึ่งคือตรวจแล้วไม่เป็นโควิด นำไปตรวจซ้ำว่า เป็นโควิดมากน้อยแค่ไหน
อีกกลุ่มตรวจแล้วพบว่าเป็นโควิด รอหาย 3 เดือนแล้วตรวจ antibody ซ้ำ พบว่าไม่มี antibody หลงเหลือในร่างกาย
อีกกลุ่มตรวจแล้วพบว่าเป็นโควิด รอหาย 3 เดือนแล้วตรวจ antibody ซ้ำ พบว่ายังมี antibody หลงเหลือในร่างกาย
นำทั้ง 3 กลุ่มนี้มาตรวจพบว่า กลุ่มที่มี antibody และไม่มี anitbody หลังจากการติดเชื้อในครั้งแรก สามารถป้องกันการติดโควิดซ้ำ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและไม่เคยมีภูมิเลย
แต่การศึกษานี้มีข้อจำกัด เพราะเป็นการย้อนกลับไปดูข้อมูลเก่าๆ ไม่สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆได้ อาจเป็นเพราะคนที่เคยติดมาแล้วเขาจะระวังตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง และบางคนอาจมี antibody น้อยจนตรวจไม่พบ ก็อาจเป็นจุดบกพร่องของการศึกษานี้
จากภาพรวมแสดงว่า antibody อาจจะไม่ได้บอกอะไรเรามาก และอย่างที่เราทราบอยู่แล้ววัคซีนทุกชนิดบนโลก เช่น วัคซีนตับอักเสบ A, B เมื่อผ่านไประยะหนึ่งแล้ว antibody จะลดลงแต่ไม่ได้หมายความว่าจะหายไปไหน เรื่อง antibody เรียกว่าเป็น Immune Contraction หมายความว่า ช่วงแรกที่เราได้รับวัคซีน (สิ่งแปลกปลอม) ร่างกายเราจะตอบสนองโดยการผลิต antibody ออกมา ร่างกายเราจะมี B cell หลากหลายชนิด แต่ละเซลส์ที่มี ก็จะมีความจำเพาะกับสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างกันไป
Immune Contraction หมายถึงว่าถ้าสมมติว่ามี B cell ทั้งหมด 100 ตัว ที่สร้าง antibody ขึ้นมาต่อต้านสารในวัคซีนที่เราฉีดไป ในนั้นจะมีไม่กี่ตัวที่สามารถจำเพาะต่อ antigen หรือ ต่อวัคซีนตัวนั้น เช่น จาก 100 ตัว อาจจะมีสัก 5 ตัวที่เก่งกาจสามารถต่อสู้กับเชื้อที่อยู่ในวัคซีนได้ แล้ว 5 ตัวที่เก่งกาจก็จะถูกกระตุ้นให้เหลือ 5 ตัวนี้ แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นความจำ จึงทำให้ antibody ที่เหลือถูกปลดประจำการลง มีผลทำให้ antibody โดยรวมตกลง จะเหลือเฉพาะที่เก่งๆเพียง 5 ตัว พอมีการติดเชื้อของจริงครั้งถัดไป ทั้ง 5 ตัวนี้ก็จะสามารถเพิ่มพลังและปล่อย antibody ออกมาอย่างรวดเร็วและกำจัดเชื้อได้
หมายถึงในช่วงที่เหลือเพียง 5 ตัว ภูมิก็ไม่ได้หายไปไหน แค่ตรวจในเลือดแล้วลดลงเท่านั้น ดังนั้นภูมิที่ต่ำในเลือดไม่ได้บ่งบอกว่าเราไม่มีภูมิต่อโควิด ทั้งหมดยังไม่ได้ตรวจ T cell ซึ่งเป็นตัวที่มีความสำคัญมากๆในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการหนัก เพราะคอยกำจัดเซลส์ที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกๆไม่ให้สามารถแพร่ไปยังเซลส์อื่นๆได้
ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่า ภูมิต้านทานที่เป็น antibody จะมีค่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าดี สิ่งที่สำคัญคือ T cell มากกว่า แต่ถ้าอยากไปตรวจเพราะอยากรู้ว่าเรามีเท่าไหร่ก็สามารถทำได้ แต่ไม่สามารถนำไปตัดสินใจว่าจะต้องฉีดเข็มกระตุ้นหรือยังไม่ได้ คุณหมอจะสนใจว่าวัคซีนก่อนหน้านี้เราฉีดอะไรไปมากกว่า คุณหมอจะดูว่าตัวไหนกระตุ้นได้มากน้อยแค่ไหนเสียมากกว่า ถ้ามีสายพันธุ์ใหม่ๆภูมิต้านทานที่ตรวจก็อาจบอกอะไรไม่ได้ ถึงแม้ท่านจะตรวจ neutralizing antibody (NAb) ก็ตาม (เป็นการตรวจภูมิตัวที่สามารถจัดการกับเชื้อได้จริงๆ) ถ้าตรวจแล้วมีค่าสูง เราต้องรู้ต่อไปว่าสามารถจัดการกับสายพันธุ์ไหน ถ้าเขาไม่บอก หรือเราไม่รู้ ก็ไม่สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับการตรวจครั้งนั้นได้ ยิ่งอนาคตมีสายพันธุ์ใหม่ๆเกิดขึ้นก็จะยิ่งบอกอะไรไม่ได้เลย
แต่ถ้าอนาคตมีการตรวจ T cell คุณหมอก็เลือกจะไปตรวจ T cell มากกว่า อย่างไรก็ตาม คนปกติ (ไม่ได้เป็นโรคตามที่คุณหมอกล่าวไว้ด้านบน ) พบว่า antibody สูง ก็มีแนวโน้มที่ T cell จะสูงไปด้วย และจะต้องตรวจในระยะที่เราได้วัคซีนไปใหม่ๆเท่านั้น หลังจากนั้น ตามธรรมชาติภูมิต้านทานที่สร้าง antibody ออกมา จะตกไปตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าภูมิต้านทานโดยรวมต่อโควิดจะหายไปไหน ขึ้นอยู่กับว่าระยะเวลาและช่วงเวลาที่ท่านตรวจเมื่อเทียบกับการ ติดโควิดหรือฉีดวัคซีนมาก่อนหน้านี้ด้วย
ในคลิปต่อๆไปคุณหมอจะมาพูดเรื่อง เมื่อเราได้วัคซีนแบบไหน ควรจะไปกระตุ้นด้วยอะไร
▪ สรุปเนื้อหาในคลิปโดย:
Pattaraporn Sovarattanaphong & The ATK Gang
▪ที่มา:
[Doctor Tany]: https://youtu.be/2Da3NkgcAG0
Tany Thaniyavarn, MD
▪เอกสารนี้เป็นการสรุปความที่ได้จากการฟังการบรรยาย มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน และผู้ที่รักในการอ่านเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางวิชาการได้ และห้ามนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง บางส่วนหรือทั้งหมด และห้ามนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตคลิปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
▪ท่านสามารถรับชมการบรรยายจากคลิปเสียงต้นฉบับได้ กรุณากดที่ลิงก์ ตรงหัวข้อ "ที่มา" ด้านบนค่ะ
คณะผู้จัดทำ