12.08.2021 | "mRNA vaccine ทำให้เป็นโรคหัวใจมากขึ้น?! : วิเคราะห์งานวิจัยไปกับผม (ยาวและละเอียดนะครับ)"
👨🏫mRNA vaccine ทำให้เป็นโรคหัวใจมากขึ้น?! : วิเคราะห์งานวิจัยไปกับผม (ยาวและละเอียดนะครับ)
เป็นงานวิจัยใน circulation ที่อ้างงานวิจัยว่าวัคซีน mRNA ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือดหัวใจและทำให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งคุณหมอ Vernon Coleman นำไปลงใน vdo ของท่านด้วย และงานวิจัยชิ้นนี้มีหลายคนให้ความสนใจ คุณหมอจึงนำมาให้อ่านงานวิจัยไปพร้อมกัน
งานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็น Abstract (บทคัดย่อ)แสดงว่ายังไม่ได้ตีพิมพ์ คือส่งไปที่วารสาร แล้ววารสารให้ความสนใจกับงานวิจัยชิ้นนี้ จึงทำเป็นบทคัดย่อ ยังไม่มีงานวิจัยตัวเต็มและยังไม่ได้รับการตีพิมพ์
วัคซีน mRNA พบว่าทำให้ตรวจพบสารบางอย่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าจะทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด (Endothelial คือตัวเซลส์บุเส้นเลือด) และเพิ่มการตีบของเส้นเลือดหัวใจฉับพลันในอนาคตได้ โดยวัดจาก PULS (Protein Unstable Lesion Signature Test) เป็นการวัดสารอักเสบต่างๆมารวมกันแล้วบ่งชี้ว่าทำให้เส้นเลือดอักเสบได้ แล้วนำมาตีความว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง
สิ่งที่เราต้องสนใจใน PULS test
1. คนที่ทำ Abstract นี้ขึ้นมาคือคุณหมอ Steven R Gundry (ปกติส่วนใหญ่คุณหมอจะทำงานกันเป็นทีม) ข้อดีคือ ทำอะไรได้ง่าย แต่ข้อเสียคือไม่มีคนคอยตรวจสอบ หรือถ้าเรามีปัญหาหรือคิดไปในทางเดียวจะทำให้เกิดปัญหาการอคติหรือลำเอียงได้
2. Abstract
ใน Abstract มีการสะกดวิธีการtest ผิด จาก PULS เป็น PLUS ใน abstract ไม่ควรเขียนผิด เพราะเป็น test หลักของงานนี้ แสดงว่าอาจมีการดูแลงานไม่เรียบร้อย
Test นี้เป็นของบริษัท GD Biosciences, Inc, Irvine, CA (คุณหมอตรวจสอบแล้วพบว่ามีการทำงานวิจัยชิ้นนี้ที่นี่จริง) ซึ่งมีการใช้มานานเป็น 10 ปีแล้ว แต่คุณหมอไม่ค่อยได้ใช้ในคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ ซึ่งใน test นี้ทำสำหรับคนที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป และไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อนเท่านั้น
ส่วนประกอบของ test นี้ประกอบไปด้วยสารต่างๆที่เขาตรวจที่เป็นตัวเแทนการบ่งบอกว่ามีการอักเสบของเส้นเลือด เพื่อที่จะบอกว่าจะมีโอกาสเกิดเส้นเลือดตีบตันใน 5 ปี มากแค่ไหน
score นี้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนต่างๆที่เขานำมาใช้ แล้วการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ถือว่าเอามาคำนวณเป็นคะแนนได้ ประกอบด้วย 9 ตัว แต่เขานำมาเขียนในนี้เพียง 3 ตัวแรก ได้แก่
1. IL-16 คือ proinflammatory cytokine ซึ่งจริงๆแล้วเป็นตัวดึงดูด CD4 เป็นส่วนหนึ่งที่งอกออกมาจากบางเซลส์ หลักๆจะอยู่ใน T cell เฉพาะบาง T cell จะมี CD4 โผล่ออกมาจากหัว ตัว IL-16 จะมีหน้าที่ดึงเอา cell ที่มี CD4 อยู่บนหัวมาบริเวณใกล้เคียงที่มี IL-16
2. soluble Fas เป็นโมเลกุลหนึ่งที่เกี่ยวกับกระบวนการ apoptosis คือ การที่เซลส์เราตาย บางทีเมื่อเซลส์เราทำงานผิดปกติ ก็จะเกิดการ apoptosis ได้ เพื่อไม่ให้มีการสร้างสิ่งที่ผิดปกติต่อไป หรือ เซลส์กลายเป็นมะเร็ง บางเซลส์ก็จะทำให้ตัวมันเองตายได้ ใน Abstract ใช้คำว่าan inducer (ซึ่งไม่ถูกต้อง จริงๆควรใช้คำว่า inhibitor) of apoptosis ที่ถูกต้องคือ soluble Fas ป้องกันการเกิด apoptosis คุณหมอขยายรายละเอียด เรื่องนี้เอาไว้ว่า ปกติ เมื่อตัว Fas-Ligand จะไปจับกับ membrane Fas เมื่อไหร่จะเกิดเซลส์ตาย หรือ apoptosis แต่ถ้า soluble Fas มาแย่งจับกับ Fas-Ligand เมื่อไหร่ จะไม่เกิดการจับกับ membrane Fas กับ membrane Fas เป็นการเรียกประชุม T cell มาในบริเวณ epithelium (ปกติจะมี epithelium (ซึ่งปกติจะไม่ใช้คำนี้กับหลอดเลือดหัวใจ) จะเป็นเซลส์ที่บุผนังด้านนอกของเส้นเลือดกับ endothelium จะเป็นเซลส์ที่บุผนังด้านในของเส้นเลือด ซึ่งจะมีตัวอื่นที่เขาไม่ได้บอกกับเรา
3. HGF( Hepatocyte Growth Factor )ไม่ได้เรียกเอา T cell แต่มีหน้าที่หลักๆคือผลิตมาจากเซลส์กลุ่มหนึ่ง stromal cell เป็นส่วนที่อยู่ตรงกลางๆของอวัยวะ และเป็นการกระตุ้นทำให้เกิด epithelium ก็คือเซลส์ที่บุภายนอกของอวัยวะต่างๆ
4. MCP-3 (CCL-7) เป็นตัวที่เรียกเอาเซลส์ต่างๆมารวมกันในบริเวณที่ถูกหลั่งออกมา พวกเซลส์เม็ดเลือดขาว Neutrophils, Monocytes, activated T cell หรือ T cell ที่ถูกกระตุ้น, NK cells เป็นต้น ตรงไหนที่มีการอักเสบแล้วมีสารเหล่านี้ออกมา ก็จะเรียกเซลส์เหล่านี้มารวมกัน
5. Fas-Ligand ต้องไปจับกับ membrane Fas จะทำให้เกิดการ apoptosis
6. Eotaxin จะทำหน้าที่ดึง eosinophil ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งมาบริเวณนั้น หลอดเลือดหัวใจปกติควรจะโล่งๆแต่ถ้ามีไขมันมาเกาะแล้วเกิดการอักเสบของไขมัน ไขมันตัวนั้นจะมีเกล็ดเลือดมาเกาะเรียกว่า Plaque แล้วถ้าขาดหรือหลุดออกมา จะไปอุดปลายทาง จะทำให้เกิดเส้นเลือดหัวใจขาดเลือด เขาจึงใช้การอักเสบเพื่อบ่งบอกว่าจะมีปัญหาหรือไม่
7. CTACK (Cutaneous T-cell attracting chemokine ) เป็นการดึงเอา T cell ไปที่ Cutaneous หรือผิวหนัง (แต่เป็นการเรียกเอา T cell ไปในที่ๆมันอยู่ไม่จำเป็นต้องเป็นผิวหนังเสมอไป
8. HDL เป็นไขมันชนิดดี จะนำเอาไขมันในเส้นเลือดออกไปทิ้ง ยิ่งสูงยิ่งดี
9. HbA1C เป็นน้ำตาลในเลือดสะสมในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
PULS test เป็นการตรวจการอักเสบทั่วๆไป ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวใจเสมอไป ดังนั้นไม่ว่าในร่างกายมีการอักเสบอะไร PULS test ก็จะผิดปกติได้ เช่น ท่านไปล้มมา หรือ เป็นโรคภูมิต้านทานตัวเอง ค่า PULS ก็อาจจะขึ้นได้ ต้องใช้คู่กับประวัติและอย่างอื่นพิจารณาร่วมด้วย
อะไรก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงของค่านี้จะทำให้ค่า PULS score ผิดปกติไป เขาวัดทุกๆ 3-6 เดือนในกลุ่มประชากรของเขาเป็นระยะเวลา 8 ปีมาแล้ว ก่อนที่จะมีวัคซีน mRNA covid-19 เขาพบว่า หลังจากฉีดวัคซีน PULS score เพิ่มขึ้น ทำการศึกษากับคนไข้ 566 คน และใช้กับคนอายุ 28-97 (ซึ่งคุณหมอได้บอกในต้นคลิปแล้วว่า PULS test ต้องทำในคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และไม่มีโรคหัวใจ (ซึ่งในนี้ก็ไม่ได้บอกว่ามีโรคหัวใจหรือไม่)
ด้วยเพศชายและหญิงอย่างละเท่าๆกัน เขาตรวจ PULS test หลังจากการฉีดวัคซีนไป 2-10 สัปดาห์หลังเข็มที่สอง (จริงๆคำว่า shot ไม่ควรใช้ในภาษาเขียน ควรจะใช้คำว่า second covid dose หรือ second covid vaccination ก็ได้ แล้วนำมาเทียบ PULS score ที่ตรวจมาก่อนหน้านี้ พบว่า
ค่า IL-16 เพิ่มขึ้นจาก 35+/-20 (สูงกว่าค่ามาตรฐาน) เป็น 82+/- 75 หลังจากได้รับวัคซีน
ค่า soluble Fas เพิ่มขึ้นจาก 22+/-15 (สูงกว่าค่ามาตรฐาน) เป็น 46+/-24 (ซึ่งจริงๆ เป็นตัวยับยั้งการเกิดเซลส์ตาย ยิ่งค่าเพิ่มขึ้นจะแสดงว่าเซลส์ตายน้อยลง)
ค่า HGF เพิ่มขึ้นจาก 42+/-12 เป็น 86+/-31 หลังฉีดวัคซีน
สิ่งที่ขาดไปในงานวิจัยในกรณีที่เขาตีเป็นตัวเลข คือเขาไม่ได้บอกนัยยะสำคัญทางสถิติ เวลาเปรียบเทียบตัวเลข 2 ตัว ที่เราคุ้นหูคุ้นตาคือ ค่า P value คือถ้าค่า Pน้อยกว่า 0.05 จะแปลว่าจะมีนัยยะสำคัญทางสถิติว่า 2 ตัวเลขที่ได้มาแตกต่างกันจริงๆ แต่ถ้าค่า P = 0.1 แปลว่าตัวเลขที่ได้มาถึงแม้จะไม่เหมือนกัน แต่ก็จะถือว่าไม่ต่างกัน อันนี้เขาไม่ได้วิเคราะห์ทางสถิติมา ก็บอกอะไรไม่ได้เลย
มีการเพิ่มโอกาสการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบตันจากก่อนฉีดวัคซีนเท่ากับ 11% เพิ่มเป็น 25% ที่ 5 ปี (แต่เขาไม่ได้บอกถึงค่าอื่นๆแถมบอกผิดไป 1 ค่าด้วย และไม่มีการคำนวณทางสถิติ )
การเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงอยู่ต่อเนื่องไป 2.5 เดือนหลังจากฉีดวัคซีนไป
ผลสรุปว่า mRNA วัคซีนทำให้เกิดการอักเสบของเซลส์ที่อยู่ในหลอดเลือดแล้วทำให้เกิด T cell มาอยู่ในบริเวณกล้ามเนื้อของหัวใจ ซึ่งคุณหมอกล่าวตอนต้นคลิปแล้วว่า ค่า PULS test เป็นการตรวจการอักเสบที่เกิดขึ้นส่วนใดของร่างกายก็ได้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในกล้ามเนื้อหัวใจ
ความจริง T cell ยังไม่รู้เลยว่าไปตรงไหนของร่างกาย เพราะการฉีดวัคซีนเราจะต้องเกิดการอักเสบ T cell ต้องทำงานเพื่อที่จะจดจำ เพื่อเวลาติดเชื้อขึ้นมาจะได้ตอบสนองได้ B cell ต้องทำงาน เพื่อกลายเป็น plasma cell แล้วสร้าง antibody ดังนั้นงานวิจัยพูดไม่ถูก
ในงานวิจัยยังบอกต่อไปว่า การเกิดแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่อธิบายการเกิดลิ่มเลือด การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ และ ปัญหาทางเส้นเลือดต่างๆหลังการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นการสรุปที่เกินกว่าข้อมูลตัวเองจะบอกได้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
งานวิจัยมีแค่นี้ ยังไม่มีตัวเต็มคุณหมอจจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าข้อมูลของเขาถูกต้องแค่ไหน แต่แค่อ่าน Abstract เขาคุณหมอพบว่า
1. มีการเขียนผิดเยอะมาก งานระดับที่พิมพ์ใน circulation เป็นวารสารการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่ควรเขียนผิดหลายที่ ใช้ตัวย่อไม่เหมาะสม
2. และให้ความรู้ด้านการแพทย์ เรื่อง soluble Fas ไม่ถูกต้อง
3. ไม่มีการวิเคราะห์ทางสถิติ
4. สรุปเกินข้อมูลที่จะใช้สรุปได้ หากใครนำไปใช้แสดงว่าท่านอ่านงานวิจัยไม่ถูกต้อง
5. การเขียนด้วยคนๆเดียว (โดยปกติส่วนใหญ่จะมีทีมวิจัย 7-8 คน)เพราะจะทำให้เกิดการลำเอียงและผิดพลาดได้เยอะมาก ปกติเขาไม่ทำกัน
6. สามารถไปค้นหาประวัติ, vdo ของนายแพทย์ผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้ได้ จะทราบเหตุผลในการทำงานวิจัยชิ้นนี้
7. และเจ้าของ journal ก็มองเห็นข้อผิดพลาดของงานวิจัยนี้ไปในทางเดียวกันในหลายๆประเด็น
▪ สรุปเนื้อหาในคลิปโดย:
Pattaraporn Sovarattanaphong & The ATK Gang
▪ที่มา:
[Doctor Tany]: https://youtu.be/iBa99jbFldM
Tany Thaniyavarn, MD
▪เอกสารนี้เป็นการสรุปความที่ได้จากการฟังการบรรยาย มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน และผู้ที่รักในการอ่านเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางวิชาการได้ และห้ามนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง บางส่วนหรือทั้งหมด และห้ามนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตคลิปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
▪ท่านสามารถรับชมการบรรยายจากคลิปเสียงต้นฉบับได้ กรุณากดที่ลิงก์ ตรงหัวข้อ "ที่มา" ด้านบนค่ะ
คณะผู้จัดทำ