Thursday, January 20, 2022

12.23.2021 | 💬 "วัคซีนไหนกัน Omicron ได้ และ update การรักษาด้วย monoclonal antibody"

 12.23.2021 | "วัคซีนไหนกัน Omicron ได้ และ update การรักษาด้วย monoclonal antibody"



👨‍⚕️การรักษาด้วย monoclonal antibody (สำหรับแพทย์)


สำหรับการรักษาคนไข้ที่เพิ่งติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ Omicron มาไม่นาน เราจะใช้ antibody หลายๆตัวในการรักษา เช่น 


ช่วงแรกจะมี ยาแบมลานิวิแมบ (Bamlanivimab) 

ต่อมาก็มีของ รีเจน-คอฟ (REGEN-COV) ซึ่งเป็นการผสมระหว่างยา 2 ตัวคือ ยาคาซิริวิแมบและยาอิมดีวิแมบ (Casirivimab และ Imdevimab) 

และอีกตัวคือ ยาโซโทรวิแมบ (Sotrovimab)


ซึ่งทั้งหมดนี้มีการทดลองกับสายพันธุ์ Omicron แล้วพบว่า รีเจน-คอฟ (REGEN-COV) ซึ่งเป็นการผสมระหว่างยา 2 ตัวคือ ยาคาซิริวิแมบและยาอิมดีวิแมบ (Casirivimab และ Imdevima) ที่อยู่เข็มเดียวกันใช้ไม่ได้ผล ส่วน ยาแบมลานิวิแมบ (Bamlanivimab) ได้ยกเลิกการใช้ไปนานแล้วเนื่องจากใช้ไม่ค่อยได้ผลไม่ว่ากับสายพันธุ์ใดก็ตาม 


ปัจจุบันยังเหลือ รีเจน-คอฟ (REGEN-COV) กับ ยาโซโทรวิแมบ (Sotrovimab) ที่ยังคงใช้ได้อยู่ และตอนนี้พบว่า REGEN-COV ก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ยังคงเหลือ ยาโซโทรวิแมบ (Sotrovimab) ที่ยังใช้ได้ผลดีอยู่ เพราะ ยาโซโทรวิแมบ (Sotrovimab) จะมุ่งเป้าไปยังบริเวณที่เป็น conserve region เป็นบริเวณที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ ดังนั้นเขาคิดว่ายังน่าจะได้ผลอยู่ จึงได้นำยาตัวนี้มาทดลองกับ Pseudovirus  (ไวรัสเทียม) โดยใช้ Lentivirus ส่ง plasmid หรือสารพันธุกรรมอย่างหนึ่งซึ่งทำให้ Lentivirus สร้าง spike protein ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น spike protein ต่อสายพันธุ์ไหนก็ตาม พบว่า ยาโซโทรวิแมบ (Sotrovimab) ยังสามารถใช้ได้ผลอยู่ และขณะนี้ในรพ.ที่คุณหมอทำงานอยู่ได้เปลี่ยนนโยบายมาใช้ยาโซโทรวิแมบ (Sotrovimab) เรียบร้อยแล้ว คุณหมอจึงอยากมาเล่าให้ฟัง เพราะประเทศไทยยังมีปะปนระหว่างสายพันธุ์เดลต้ากับ Omicron อยู่ ซึ่งไม่นานจะมีสายพันธุ์ Omicron เป็นหลัก


ปัจจุบันถ้ายังมีการปะปนระหว่าง เดลต้ากับ Omicron ถ้ามีความจำเป็นเใช้ monoclonal antibody ของ REGEN-COV ก็สามารถใช้ไปได้เลย แต่ถ้าพบว่า Omicron กินพื้นที่ไปมากแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนไปใช้ ยาโซโทรวิแมบ (Sotrovimab) แทน หรือไม่ทาง REGEN-COV ก็ต้องพัฒนายาตัวใหม่ขึ้นมาใช้แทน



วัคซีนและการติด Omicron  (สำหรับบุคคลทั่วไป)


เป็นงานทดลองการใช้วัคซีนของ pfizer (แต่คุณหมอคิดว่าทั้ง pfizer และ moderna น่าจะได้ผลใกล้เคียงกัน) ถ้าฉีดครบ 2 เข็มที่ 1 เดือน เราจะไม่มี Neutralization antibody ต่อสายพันธุ์ Omicron และเมื่อผ่านไป 5 เดือนก็ยังคงไม่พบเช่นกัน แปลว่าเราสามารถติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ Omicron ได้แม้ว่าเราจะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม แล้วก็จะติดง่ายขึ้นด้วย


สำหรับความหมายของคำว่าภูมิตกที่กล่าวกันนั้น  คือเวลาทำการทดลองเขาจะทดลองในไวรัสเทียม โดยเขาจะนำภูมิที่อยู่ในเลือดของคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว มาสู้กับไวรัสที่เป็น Omicron เทียมที่เขาสร้างขึ้นมาว่าจะมีผลอะไรแค่ไหน โดยจะทำในหลอดทดลอง เลือดที่อยู่นอกร่างกายเมื่อเจอสิ่งแปลกปลอมก็จะไม่สามารถกระตุ้นตัวเองให้กลายเป็นเซลส์ที่สร้าง antibody ได้ หรือทำได้ก็จะน้อยมาก และปริมาณเลือดที่ใช้ในการทดลองก็จะน้อยมากๆเมื่อเทียบกับปริมาณเลือดในร่างกายคนเราจริงๆ


แต่สำหรับร่างกายคนจริงๆจะแตกต่างกันเพราะ ในร่างกายคนเราจริงๆเมื่อเจอสิ่งที่มากระตุ้นร่างกาย (ไวรัส) เมื่อเราเคยฉีดวัคซีนไปแล้ว ร่างกายเราจะมีการจดจำไวรัสไปแล้ว ต่อให้ไม่มีภูมิแต่เมื่อเรามีความทรงจำต่อไวรัสนั้นอยู่ ร่างกายเราก็จะค่อยๆสร้าง antibody ขึ้นมาใหม่เอง การที่ภูมิตกไม่ได้เป็นการตกถาวร


ในงานทดลองทดสอบต่อไปว่า เมื่อฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 แล้วเป็นระยะเวลา 1 เดือน เขาได้เก็บตัวอย่างเลือดมาตรวจในห้องปฏิบัติการ ต่อสายพันธุ์ Omicron พบว่าตัวอย่างเลือดมีภูมิต่อสายพันธุ์ Omicron สูงมาก


ทบทวนเรื่องภูมิต้านทาน


 การที่เราจะติดเชื้อหรือไม่จะขึ้นกับ IgA จะอยู่บริเวณจมูก ทางเดินหายใจ เป็น antibody ชนิดหนึ่งที่ วัคซีนกระตุ้นไม่ค่อยได้ ดังนั้นการติดจะเกิดขึ้นแน่นอน 


สำหรับอาการจะแสดงอาการหรือไม่จะขึ้นกับ neutralization antibody หมายความว่าเมื่อเชื้อเข้าร่างกายเราแล้วลอยอยู่ในร่างกายเราแล้ว neutralization antibody จะออกมาจับเชื้อทำให้เชื้อทำงานไม่ได้ และไม่สามารถเข้าสู่เซลส์เราได้ ทำให้เราไม่เกิดอาการ แต่เรายังคงติดเชื้ออยู่


แต่หากเชื้อสามารถผ่านปราการนี้เข้าไปในเซลส์ได้ จุดที่ออกมาต่อต้านก็จะเป็น T cell ที่ออกมาจัดการไม่ให้เชื้อทำลายเซลส์นั้นแล้วก็แพร่ไปยังเซลส์อื่นๆ 


แต่ตัวที่งานวิจัยนี้กล่าวถึงคือ neutralization antibody ไม่ใช่ T cell หลังจากท่านฉีดวัคซีน pfizer เป็นเข็มที่ 3 แล้ว 1 เดือน neutralization antibody ท่านจะสูงมาก เมื่อท่านเจอกับเชื้อ Omicron ท่านก็จะไม่ค่อยแสดงอาการ แต่เราจะไม่รู้ว่า neutralization antibody จะตกเมื่อไหร่ สาเหตุที่การกระตุ้นแล้วทำให้มี neutraliztion antibody สูงมาก เปรียบเหมือนเด็กนักเรียนที่มีครูย้ำเตือน เน้นสอนส่วนที่สำคัญหลายๆครั้งเมื่อมีโจทย์ข้อสอบที่พลิกแพลงมา  (เปรียบกับสายพันธุ์ Omicron) เด็กๆก็จะสามารถทำข้อสอบได้นั่นเอง


สิ่งที่ทำให้เรารู้เกี่ยวกับการทดลองนี้คือ การที่เราฉีดแล้วเรามี neutralization antibody อนาคตแสดงว่าถ้าเราได้รับ Omicron เข้ามาร่างกายเรา ร่างกายเราจะสามารถผลิตภูมิขึ้นมาต่อต้านได้


ดังนั้นการฉีดกระตุ้นเป็นสิ่งที่แนะนำให้ทำ และการฉีดกระตุ้นมีแนวโน้มให้กระตุ้นเร็วขึ้น 


ยังมีคนที่เข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเข็มกระตุ้น ( Booster) 

ถ้าเป็นคนปกติ จะได้รับวัคซีนครบโดสคือ 2 เข็มของ mRNA วัคซีน เข็มที่ 3 ถึงจะเป็นเข็มกระตุ้น (Booster) 

ถ้าเป็นโรคที่ทำให้ภูมิต้านทานผิดปกติ เช่น HIV, ผู้ที่ทานยาสเตรียรอยด์ขนาดสูงๆ, ปลูกถ่ายอวัยวะ, ได้รับคีโม จะได้รับวัคซีนครบโดสคือ 3 เข็มต้องเป็นโดสที่สูงเท่ากัน ห่างกัน 1 เดือนโดยประมาณ และท่านต้อง Boost ด้วยระยะเวลาที่แตกต่างกันแล้วแต่เคส อาจใช้เต็มโดสหรือครึ่งโดสแล้วแต่คน




▪ สรุปเนื้อหาในคลิปโดย:

Pattaraporn Sovarattanaphong & The ATK Gang

▪ที่มา:

[Doctor Tany]: https://youtu.be/n3W4LNoNw9I

Tany Thaniyavarn, MD

▪เอกสารนี้เป็นการสรุปความที่ได้จากการฟังการบรรยาย มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน และผู้ที่รักในการอ่านเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางวิชาการได้ และห้ามนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง บางส่วนหรือทั้งหมด และห้ามนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตคลิปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น

▪ท่านสามารถรับชมการบรรยายจากคลิปเสียงต้นฉบับได้ กรุณากดที่ลิงก์ ตรงหัวข้อ "ที่มา" ด้านบนค่ะ


คณะผู้จัดทำ

01.27.2022 | 💬  "อยู่ต่างประเทศต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ถ้าเหงาทำอย่างไร"

01.27.2022 | 💬  "อยู่ต่างประเทศต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ถ้าเหงาทำอย่างไร" 🤷‍♂️ 1. หาที่อยู่ที่ปลอดภัย โดย Search คำว่า crime ma...