Tuesday, January 25, 2022

01.25.2022 | 💬 "วัคซีนโควิดสามารถป้องกันภาวะการอักเสบทั่วร่างกาย MIS-C ในเด็กวัยรุ่นได้"

01.25.2022 |💬 "วัคซีนโควิดสามารถป้องกันภาวะการอักเสบทั่วร่างกาย MIS-C ในเด็กวัยรุ่นได้"

🤷‍♂️ วัคซีนโควิดสามารถป้องกันภาวะการอักเสบทั่วร่างกาย MIS-C ในเด็กวัยรุ่นได้

การติดเชื้อโควิด19 ในเด็กมักไม่ค่อยรุนแรง ส่วนใหญ่เด็กจะไม่ค่อยป่วยอาจจะมีอาการไอ จามคัดจมูกเล็กน้อย แล้วหายได้เอง ยกเว้นในเด็กที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เด็กที่มีน้ำหนักตัวเยอะมากๆ เด็กที่มีปัญหาทางด้านพัฒนาการ เด็กมีโรคทางระบบประสาท เด็กที่มีโรคเบาหวาน โรคเรื้อรัง หรือโรคมะเร็งที่กำลังรักษาตัวอยู่ เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรงได้

ส่วนเด็กไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง การฉีดวัคซีนจะคุ้มหรือไม่ ที่มีความกังวล เช่นในเรื่อง วัคซีน mRNA ซึ่งเป็นวัคซีนใหม่จะมีปัญหาอะไรในอนาคตหรือไม่ และเพิ่งนำเอาออกมาใช้ไม่นาน

mRNA เป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียร และ หมดฤทธิ์ได้เร็วมากๆ ถ้าเราเอา mRNA ฉีดเข้าไปในคน ไม่กี่นาทีก็สลายไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงต้องสร้าง Lipid Nanoparitcle กลมๆ หุ้มตัว mRNA ไว้ อีกที ตัวนี้จะวิ่งเข้าไปที่เซลส์บริเวณที่ฉีด บริเวณกล้ามเนื้อ และต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง ตรงคอ หรือ รักแร้ ซึ่งบางคนจะมีต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นมาและสามารถหายได้  mRNA ที่เข้าไปในเซลส์เหมือนเป็นแบบแปลนอันหนึ่ง ทำให้ร่างกายมาอ่านแล้วสร้าง โปรตีนหนาม (Spike Protein) ขึ้นมา หลังจากอ่านเสร็จแล้ว  mRNA นั้นจะถูกเซลส์นั้นทำลายทิ้งไป

ทั่วๆไป mRNA จะอยู่ในร่างกายนานไม่กี่วัน บางอันก็เป็นชั่วโมง แต่นานที่สุดก็ประมาณ  1 อาทิตย์ ส่วนโปรตีนหนามก็จะถูกกำจัดไปด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม แต่มันอยู่เพื่อให้เราเรียนรู้ในการตอบสนองด้วยภูมิต้านทานของร่างกาย จะอยู่ในร่างกายได้ 1-3 สัปดาห์แล้วก็จะหายไปจากร่างกาย (แสดงว่าในอนาคตวัคซีนก็ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ในความคิดเห็นส่วนตัวคุณหมอ หากเราพิจารณาตามกลไกการออกฤทธิ์ของมัน ก็ไม่ได้มีปัญหาระยะยาว และโดยเฉพาะเราฉีดมาเยอะแล้ว ถ้าจะมีปัญหาก็ควรจะมีให้เราเห็นแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอนาน) ส่วนสิ่งที่ร่างกายเรามีแล้วไม่หายไปไหนก็คือ ภูมิต้านทานที่เราได้สร้างขึ้นมาจากการฉีดวัคซีนนั่นเอง

เป็นเรื่องที่แปลกอย่างหนึ่ง เด็กที่มีภาวะการอักเสบทั่วร่างกาย หรือ  Multisystem Inflammatory Syndrome in Children (MIS-C) จะเกิดขึ้นจากเด็กบางคนที่ติดเชื้อโควิด 19 ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม หลังจากหายจากโควิดประมาณ 2-6 สัปดาห์  อาจเกิดการอักเสบทั่วร่างกายและมีอาการรุนแรงได้ จะมีอาการ เช่น มีไข้สูง ผื่นขึ้นทั่วตัว ตาแดง ลิ้นบวม อวัยวะภายในมีปัญหา หัวใจทำงานไม่ได้ หัวใจวาย ตับ ไต เสีย ทำงานไม่ได้ หรือเป็นอาการทางระบบประสาท มีอาการชักได้ เป็นการอักเสบทั่วร่างกายไปหมด สมองอาจทำงานไม่ดีในช่วงนั้น เนื่องจากมีการอักเสบในสมองเพิ่มขึ้นมาด้วย

จากรายงานที่มี (สามารถอ่านงานวิจัยได้ในลิงค์ใต้คลิป) พบไม่มาก มีเพียง 300 คนจากคนไข้เด็ก 1 ล้านคน แต่การรักษาไม่ใช่เรื่องง่าย ยากกว่าการรักษาโควิดมาก และเด็กต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ แล้วหลังจากที่เด็กหายแล้วจะไม่ปกติ จะต้องตรวจติดตามไม่ต่ำกว่า 6-7 เดือน

เด็กที่หายแล้วจะต้องตรวจติดตามในเรื่อง

- เส้นเลือดหัวใจบางครั้งเป็นกระเปาะโป่งพอง ซึ่งจะมีปัญหาในระยะยาว อาจจะเป็นเส้นเลือดอุดตัน
- ปัญหาเรื่องสมอง เช่น มีอาการชัก บางคนมีพัฒนาการที่ผิดปกติ จะต้องดูแลรักษาและฝึกสอนอะไรหลายๆอย่าง

วัคซีนช่วยอย่างไร ในงานวิจัยนี้ทำร่วมกันในหลายโรงพยาบาล โดยใช้วัคซีนของ Pfizer เท่านั้น เกณฑ์การตรวจคือ

- เด็กในช่วงอายุ 12-18 ปี (เพราะเด็กอายุน้อยกว่านั้นเพิ่งจะมีการอนุมัติให้ฉีดวัคซีนได้ไม่นาน ดังนั้นเด็กจึงฉีดวัคซีนกันไม่ครบ)
- เก็บตัวอย่างเคส ตั้งแต่ กรกฎาคม - ธันวาคม ดังนั้นเรามีข้อจำกัดในการวิเคราะห์ คือเป็นช่วงที่เดลต้าระบาด ไม่ใช่ Omicron ซึ่งตอนนั้นเราไม่ทราบว่ามีผู้ติดเชื้อ Omicron ปนอยู่เท่าไหร่ เราอาจจะไม่ทราบในเรื่องของ Omicron จึงเป็นข้อจำกัดของงานวิจัยนี้
- เด็กที่ได้รับวัคซีน Pfizer ครบ 2 เข็ม ไปแล้ว 1 เดือน หรือ จริงๆ 28 วันขึ้นไป เพราะปกติเราจะถือว่าฉีดวัคซีนครบมีภูมิที่ดีหลังการฉีดวัคซีน 2 สัปดาห์หลังเข็มที่สองของ Pfizer และทั่วไปถ้าเราติดโควิดมาก่อนหน้าฉีดวัคซีนครบ ต้องใช้เวลา 2-6  สัปดาห์ก่อนที่จะเกิด MIS-C ขึ้นมา เราจึงใช้ตัวเลขที่ 1 เดือน หลังจากการฉีดเข็มที่สอง หากมีเคสเกิดขึ้นมาเราจึงจะเอาเคสมาศึกษา
- ในการศึกษาเราจะเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน และฉีดวัคซีน

จากการศึกษาในบรรดาโรงพยาบาลที่เข้าร่วมทั้งหมด คัดเลือกมาได้ 102 เคสของการอักเสบทั่วร่างกาย จะนำไปเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เป็น MIS-C ที่อยู่ในโรงพยาบาล พบว่า

1. คนที่เป็น MIS-C จำนวน 95% เป็นผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน
2. คนที่ฉีดวัคซีนแล้วเกิดภาวะ MIS-C ได้น้อยมาก
3. คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนที่เป็น MIS-C 39% ต้องอยู่  ICU  ซึ่งใน ICU มีการ ใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้ยากระตุ้นความดันโลหิต การใส่สายที่เข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ตรงคอ เด็กจะทรมานแต่ถ้าไม่ทำเด็กอาจเสียชีวิต
4. เด็กกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer ครบ 2 เข็ม ไปแล้ว  28 วันขึ้นไป สามารถป้องกันภาวะ MIS-C ได้ 91%
5. เด็กที่ได้รับวัคซีน Pfizer ครบ 2 เข็ม ไปแล้ว 1 เดือน หรือ จริงๆ 28 วันขึ้นไป ที่เกิดภาวะ MIS-C ไม่มีคนไหนลง ICU รักษาตามปกติแล้วหายสามารถกลับบ้านได้

การศึกษาไม่ได้นับคนที่ฉีดวัคซีนเพียง 1 เข็ม และไม่ได้รวบรวมคนที่ฉีด Moderna และ Johnson&Johnson เข้าร่วมเนื่องจากยังไม่ได้อนุมัติให้ใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี

ส่วนในบริบทของประเทศไทย สำหรับ วัคซีน AstraZeneca, Sinovac, Sinopharm จะป้องกันภาวะนี้ได้เท่าไหร่ ไม่มีใครทราบเพราะไม่ได้มีการทำงานวิจัย

แต่โดยส่วนตัวของคุณหมอคิดว่า ปัจจุบันนี้ วัคซีน mRNA เป็นวัคซีนที่มีข้อมูลมากที่สุดในโลก ในแง่การป้องกัน กระตุ้นภูมิ ไม่ว่าจะเป็นแบบ ภูมิแบบ Antibody หรือ แบบ cell ก็ตาม รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวข้องกับ MIS-C ที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน Pfizer (เรามีข้อมูลเพียงยี่ห้อเดียวในตอนนี้ก็สามารถป้องกันได้ดีมาก) จึงเป็นทีมาที่เรายังแนะนำให้เด็กฉีดวัคซีน

ในตอนนี้เริ่มมีการฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 5-11 ขวบเรายังไม่มีข้อมูลในแง่การเกิด MIS-C มากและชัดขนาดนี้ เนื่องจากเราเพิ่มเริ่มมีการฉีดวัคซีนในเด็กอายุช่วงนี้ เราไม่สามารถมีข้อมูลเยอะขนาดเด็กที่โตกว่านั้นแล้วนำไปวิเคราะห์ได้ แต่เราคาดว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกันและน่าจะป้องกันได้เช่นกัน

คุณหมอมีสิ่งที่อยากจะเน้นย้ำคือ

1. ในเด็กอาจมีโอกาสเกิด MIS-C ได้ แล้วหากเกิดขึ้นแล้ว จะอันตราย และไม่ได้รักษาได้ง่ายๆ ไม่ได้รักษาแล้วหายเดี๋ยวนั้นจะต้องมีการติดตามอาการอีกหลายเดือน และหลายเดือนนั้นคุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงว่าลูกจะหายเป็นปกติมั้ย จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ จะต้องลุ้นอีกนาน
2. จะมีคำถามมากมายจากคุณพ่อคุณแม่ เช่น จะหายชักมั้ย ทำไมปวดเมื่อยตัวเหมือนคนแก่ กินยาแล้วจะหายมั้ย ดีมั้ย เราไม่สามารถตอบคำถามได้เลย ต้องรอเวลาแล้วพยายามรักษาไปแล้วหวังว่าเด็กจะดีขึ้น ดังนั้นไม่เป็นได้จะดีที่สุด
3. ข้อมูลจากวัคซีนสามารถป้องกันภาวะนี้ได้ โดยที่ผลข้างเคียงของวัคซีน เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ได้มากขนาดที่เราจะต้องหยุดการฉีดวัคซีน อเมริกาเป็นประเทศแรกที่ฉีดวัคซีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานที่น่าเป็นห่วงที่น่าจะหยุดฉีด ถึงแม้จะมีปัญหาบ้างเป็นธรรมดา แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนมีมากกว่าโทษที่เกิดจากวัคซีน


▪ สรุปเนื้อหาในคลิปโดย:
Pattaraporn Sovarattanaphong & The ATK Gang
▪ที่มา:
[Doctor Tany]:  https://youtu.be/z_HLhZIqwno
Tany Thaniyavarn, MD

▪เอกสารนี้เป็นการสรุปความที่ได้จากการฟังการบรรยาย มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน และผู้ที่รักในการอ่านเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางวิชาการได้ และห้ามนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง บางส่วนหรือทั้งหมด และห้ามนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตคลิปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
▪ท่านสามารถรับชมการบรรยายจากคลิปเสียงต้นฉบับได้ กรุณากดที่ลิงก์ ตรงหัวข้อ "ที่มา" ด้านบนค่ะ

คณะผู้จัดทำ

01.27.2022 | 💬  "อยู่ต่างประเทศต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ถ้าเหงาทำอย่างไร"

01.27.2022 | 💬  "อยู่ต่างประเทศต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ถ้าเหงาทำอย่างไร" 🤷‍♂️ 1. หาที่อยู่ที่ปลอดภัย โดย Search คำว่า crime ma...