12.03.2021 | "COVID จะจบยังไง ในมุมมองของผม"
🤷♂ เราอยู่กับ covid มาตั้งแต่ปลายปี 2019 คุณหมอจะมาวิเคราะห์ในมุมมองส่วนตัวของคุณหมอไม่มีแหล่งอ้างอิงมาจากไหน หากอนาคตมีเหตุข้อมูลอะไรเปลี่ยนแปลงไป คุณหมอก็อาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้
- จากที่คุณหมอเคยกล่าวไว้ตั้งแต่แรกว่า โควิดจะต้องมีการกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ อัลฟ่า เบต้า เดลต้า P1 แลมป์ด้า มิว โอไมครอน ทำให้ระบบทางสาธารณสุขบางประเทศรับไม่ไหว
อีกแง่มุมหนึ่ง ถ้าเราเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นไวรัส หน้าที่ของสิ่งมีชีวิตคือการแพร่พันธุ์ การดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ให้นานและมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากแง่มุมนี้เราสามารถวิเคราะห์ตัวไวรัสโควิด ว่าถ้าสามารถแพร่ไปได้เร็ว ก็แสดงว่าต้องไม่อันตราย ถ้าอันตรายมากคือถ้าแพร่แล้วคนติดเสร็จแล้วก็เสียชีวิตเลย ไวรัสก็จะตายไปด้วย ไม่สามารถแพร่ออกไปได้ไกลกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น
อีโบล่า ระบาดอยู่ในกลุ่มประเทศเล็กๆ มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 90% (อาจมีอัตราการรอดสูงกว่านั้นหากได้รับการดูแลที่ดีหน่อย) จะเห็นว่าอีโบล่าไม่สามารถแพร่ไปได้ไกลกว่านั้น เพราะผู้ติดเชื้อจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตเลย
ไวรัสไข้เลือดออก มาร์เบิร์ก (Marburg virus) อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 70-80% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก หรือที่ใกล้ตัวเข้ามาคือ
SARS‑CoV‑2 ช่วงที่ระบาดจะเป็นช่วงสั้นๆเพราะอัตราการตายจะสูงมาก หรือที่ใกล้เข้ามาอีกคือ
MERS-CoV (เมอร์ส-คอฟ) เกิดที่ตะวันออกกลาง ย่อมาจากคำว่า Middle East Respiratory Syndrome มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30% เมื่อติดเชื้อแล้วก็จะเสียชีวิตเลย จึงทำให้ผู้ติดเชื้อไม่สามารถแพร่เชื้อต่อไปได้
ปัจจัยที่ทำให้แพร่เชื้อได้ง่ายๆคือ ติดแล้วมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ จะทำให้ไวรัสสามารถแพร่พันธุ์ได้เยอะ ดังนั้นถ้าเขาต้องการแพร่พันธุ์ ถ้าเขาทำให้เราตายทันที เขาก็จะตายไปกับเราด้วย ดังนั้นไวรัสถ้าต้องการจะกลายพันธุ์ให้ต้องการอยู่รอด เขาก็ต้องอยู่กับเราให้ได้ เขาจะสามารถติด สามารถแพร่ได้ และอาการต้องน้อย เป็นสิ่งที่คุณหมอคิดไว้ในอนาคต เช่น ประเทศญี่ปุ่น เวลากลายพันธุ์มากๆใช่ว่าจะแข็งแรง แล้วทำให้เราอ่อนแอแล้วตายได้ ก็จะอยู่ร่วมกับคนเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา ต่อไปก็อาจมีสายพันธุ์แปลกประหลาดโผล่ขึ้นมาได้ อาจทำให้เรามีอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น เช่นไข้หวัดใหญ่ อยู่กับเรามาเนิ่นนาน ตั้งแต่ช่วงที่มีไข้หวัดสเปน ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตเยอะๆ หลังจากนั้นก็ซบเซาลงไป เริ่มอยู่กับคนเราได้ แล้วนานๆทีก็จะกลายพันธุ์ทีเช่น ไข้หวัดนก ทำให้มีคนเสียชีวิตค่อนข้างเยอะอีกที แล้วก็ซบเซาลงไป
ในอนาคตคุณหมอคิดว่าสามารถแพร่ได้จริง แต่ความรุนแรงจะลดน้อยลง
ปัญหาที่เชื้อไวรัสสามารถแพร่ได้รวดเร็ว คนมีอาการปานกลาง ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรงขึ้นและจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล อาจทำให้สาธารณสุขบางประเทศรองรับไม่ไหว แต่คุณหมอเชื่อว่าปัจจุบันนี้เรารู้จักโรคนี้ดีกว่าตอนแรกมาก เราสามารถดูแลคนไข้ที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลเสมอไป แต่เรารู้ว่าคนที่มีความเสี่ยง เราก็ทำการรักษาล่วงหน้าอย่างรวดเร็วอาจไม่จำเป็นต้องรักษาเขาในโรงพยาบาลก็ได้
อย่างเช่น คนไข้ที่ปลูกถ่ายปอดของคุณหมอ เขาตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดี เขาเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยอาการแรกเริ่ม ไม่หนัก คุณหมอก็จะให้ monoclonal antibody หรือ antibody cocktail คุณหมอจะให้ตั้งแรก แล้วสามารถกลับบ้านได้เลย ส่วนใหญ่คนไข้จะมีอาการดีขึ้น เพราะเขาได้รับการรักษาเร็ว ทำให้ระบบสาธารณสุขไม่ได้มีงานเยอะจนเกินไป อะไรที่เราสามารถให้ตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันไม่ให้อนาคตคนไข้มีอาการรุนแรง ยาบางอย่างซึ่งมีการพัฒนาเช่น ยา paxlovid ยา Molnupiravir หรือตัวอื่นๆที่ออกมา ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อการนี้ แต่ วัคซีนก็ยังจำเป็นอยู่ ทำให้เราสามารถลดอาการรุนแรงได้
- ในอนาคตสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ เกิดภูมิต้านทานจากวัคซีนซึ่งก็จะมีกลุ่มที่รอดและเสียชีวิตจากการติดเชื้อ (ผู้ที่เสียชีวิตก็จะถูกคัดออก) และอีกกลุ่มคือการเกิดภูมิต้านทานจากการติดเชื้อ (เพราะไม่ได้ฉีดวัคซีน) จะเกิดได้ 2 อย่างคือ ตาย (ก็หายไปจากสังคม) หรือรอด รอดแล้วมีภูมิ แต่ก็อาจมี long covid อาจมีปัญหาด้านสุขภาพประมาณ 10% ที่ต้องกลับมานอนโรงพยาบาลใหม่ แต่เวลาติดครั้งต่อไปก็อาจจะไม่รุนแรงเท่าการติดครั้งแรก แต่ก็ไม่แน่ว่าถ้ามีการกลายพันธุ์ทำให้เกิดอาการรุนแรงเป็นครั้งคราว เราก็อาจมีอาการหนักได้ อัตราการเสียชีวิตจากวัคซีนมีน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อเป็นล้านเท่า
มีการตายที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนจริงๆ เช่น การแพ้รุนแรง Anaphylaxis หรือภาวะ VITT ลิ่มเลือดพร้อมเกล็ดเลือดต่ำ หรือ มีอาการอย่างอื่นอะไรก็แล้วแต่ แต่ส่วนใหญ่มักไม่เกี่ยวข้อง เป็นแค่การตายใกล้ๆวัคซีน คนเรามีการตายอยู่ตลอดเวลา เคสที่อยู่ๆก็เสียชีวิต เช่น ลิ่มเลือดในปอด กล้ามเนื้อในหัวใจอักเสบ เส้นเลือดในหัวใจตีบตัน อยู่ๆเป็นรูมาตอยด์ เป็น SLEทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ปกติ ไม่เคยตรวจเจออะไร ทุกอย่างปกติ อาการแบบนี้พบในโรงพยาบาลเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่ยังไม่มีวัคซีน คุณหมอคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน เป็นเรื่องของร่างกายคนๆนั้นจะเป็นเอง ถ้าเราจะดูอะไรควรจะดูทั้งประโยชน์และโทษว่าอันไหนมีมากกกว่ากัน
ถ้าท่านเชื่อว่าวัคซีนมีโทษมากกว่า ท่านก็ต้องระวังตัวให้ดี ถ้าท่านติดขึ้นมา ก็ไม่มีใครมารับผิดชอบอะไรแทนท่านได้ ถึงมีคนรับผิดชอบก็ไม่สามารถทำให้สุขภาพท่านเป็นเหมือนเดิมได้
คุณหมอเคยมีคลิปที่กล่าวเรื่องวัคซีนไม่สามารถทำให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ (สามารถดูได้ตามลิงค์นี้ https://youtu.be/hQP5eQQuuB0) แต่ภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดได้จากการฉีดวัคซีนให้เยอะที่สุด และมีภูมิจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติหรือ ผสมกัน
- สิ่งที่เกิดตามมาคือ จะกลายเป็นเชื้อประจำถิ่น ซึ่งแต่ละถิ่น (ตามความคิดของคุณหมอ) จะมีลักษณะของโควิดไม่เหมือนกัน เช่น กลุ่มแอฟริกาใต้ อาจจะเป็นกลุ่มอีกสายพันธุ์หนึ่ง ของยุโรปอเมริกา ก็จะเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง แต่ในที่สุดจะมีการผสมผสานกัน ระหว่างสายพันธุ์ เช่น omicron ที่เป็นการรวมกันระหว่าง อัลฟ่า กับ เดลต้า และคนในแถบทวีปของตัวเอง ก็จะมีภูมิต้านทานซึ่งอาจจะป้องกันสายพันธุ์ของตัวเองได้ดีกว่า
สัญญานที่บ่งบอกว่าจะเป็นเชื้อประจำถิ่น คือ จะมีการติดกันเหมือนเดิม อาจมากบ้างน้อยบ้างเป็นบางช่วง แต่ความต้องการการรักษาในโรงพยาบาลจะลดลง หมายถึง มีการติดกันปกติ แต่ความต้องการการรักษาในโรงพยาบาลจะลดลง และจะมีตัวชี้วัดในอนาคต เป็นสัญญานบ่งบอกว่าโควิดจะเริ่มดีขึ้น
คล้ายๆประเทศอินเดีย ช่วงแรก วัคซีนมีไม่พอ โรงพยาบาลมีไม่พอ ทำให้มีการติดเชื้อ และ เสียชีวิตมากมาย แต่คนที่รอด ได้ภูมิคุ้มกัน และช่วงหลังมีวัคซีนเพียงพอ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งรอดจากวัคซีน และอีกกลุ่มรอดจากการติดเชื้อแล้วมีภูมิ ทำให้การติดเชื้อในประเทศเขาลดลง อัตราการติดเชื้อคุณหมอเชื่อว่ายังเหมือนเดิม แต่ถ้าไม่มีอาการก็ไม่ตรวจ จึงไม่มีตัวเลขออกมา นั่นคือสัญญานของการกลายเป็นเชื้อประจำถิ่นไปแล้ว
ถ้าเราข้ามถิ่น เราก็อาจจะไปเจอกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ของถิ่นนั้นๆ เราก็อาจจะป่วยเพิ่มขึ้นได้ ถ้าเราไม่มีภูมิหรือไม่คุ้นเคยต่อเชื้อบริเวณถิ่นนั้น อาจจะมีการเกิดวัคซีนที่ต้องกระตุ้นภูมิเรื่อยๆหรือ วัคซีนประจำถื่นนั้นๆขึ้นมาก็ได้ยังไม่แน่ไม่นอนต้องดูต่อไป
สุดท้ายโควิดก็จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สัญญานคือ เราจะเห็นโรงพยาบาลต่างๆ จะมีคนไข้น้อยลง ต่อให้อัตราการติดเชื้อยังสูงอยู่
คุณหมอจึงไม่ได้สนใจจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเหมือนแต่ก่อน เท่าที่ดูในช่วงแรก ก็ยังไม่มีคนไข้อาการหนักมากมาย แต่ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้คงต้องดูไปอีกระยะหนึ่งก่อน เราจะดูกันที่โรคสามารถทำอันตรายคนได้มากแค่ไหน ไม่ใช่ติดกันได้มากแค่ไหน
- อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกเรา เราจะต้องดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ แต่เป็นปกติแบบใหม่ หรือ new normal ธุรกิจก็จะกลับมาเปิดเหมือนดิม แต่อาจมีบางกิจกรรมที่บางครั้งอาจจะต้องรำคาญบ้าง เช่น ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ฉีดวัคซีน แต่ต่อไปเราก็จะชินไปเอง
เหมือนช่วงแรกที่มีคอมพิวเตอร์เริ่มบูม คนวัยกลางคนไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ กับอีกกลุ่มที่ใช้แต่พิมพ์ดีด หรือ social network ก็เป็น new normal สำหรับคนสมัยก่อน เขาก็ต้องเรียนรู้ พอใช้ไปนานๆเราก็จะชิน คิดว่าไม่ได้มีปัญหากับเรา
หรือเหตุการณ์ 911 ที่เครื่องบินชนตึกworld trade ช่วงนั้นก่อนขึ้นเครื่องบินต้องตรวจกันละเอียดมาก มีการระบุปริมาณของเหลวที่จะพกขึ้นเครื่อง กรรไกรตัดเล็บก็ห้าม ช่วงนั้นทุกคนก็จะเดือดร้อนรำคาญ แต่หลังๆก็จะชินกับ new normal ที่เกิดขึ้น
- อนาคตก็จะมีไวรัสใหม่ๆเกิดขึ้นอีก เราควรรับมือด้วยสติ ไม่จำเป็นต้องไปตื่นตกใจกับมัน เรียนรู้ไปกับมัน ถ้าท่านเป็นนักไวรัสวิทยา ท่านจะทราบว่าในโลกนี้มีเชื้อไวรัสอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จัก ไวรัสที่หน้าตาไม่เหมือนเดิม ที่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรเราได้หรือเปล่า มีอีกมากมาย แต่ก่อนเราอาจคิดว่าไวรัสมีขนาดเล็กมากๆ แต่ปัจจุบันนี้มีไวรัสที่มีขนาดใหญ่กว่าแบคทีเรีย เรียกว่า giant virus มีขนาดใหญ่หรือใหญ่กว่าแบคทีเรียบางชนิด ค้นพบในตัวอะมีบ้า และเจออีกหลายชนิด บางชนิดไปเจอในขั้วโลกเหนือที่ฝังอยู่ในน้ำแข็ง เอามาละลายแล้วยังไม่ตาย มีชื่อประหลาดๆ เช่น มาม่าไวรัส มีมี่ไวรัส ซึ่งเป็นชื่อที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน ค้นพบน่าจะประมาณปี 2000 พบว่าสามารถติดในคนได้ แต่ยังไม่ได้ทำอันตรายให้คนหนักหนา เขากำลังศึกษากันอยู่
นอกเหนือจากนี้ยังมีเชื้อไวรัสในสัตว์อีกมากมายหลายชนิดที่อันตราย เช่น ไวรัสของม้า ที่ติดแล้วม้าตายเลย (อัตราการตายสูงมาก) ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าวันไหนจะกลายแล้วสามารถนำมาแพร่สู่คนได้เมื่อไหร่ แต่คุณหมอคิดว่าวันหนึ่งก็ต้องมี พอข้ามมาคนได้ ก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เหมือนกับโควิด ที่เรามาถกเถียงว่าเกิดจากไหน คนไปกินสัตว์อะไรแปลกๆหรือไม่หลุดมาจากห้องแลปหรือไม่ หรือข้ามจากสัตว์มาสู่คน เราต้องเจอในอนาคต
โควิดเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราได้รู้จักอะไรหลายๆอย่าง ได้รู้จักการร่วมมือระหว่างมนุษยชาติ ถ้าเราร่วมมือกันจริงๆ สามารถทำได้ทุกอย่าง เช่น วัคซีนเพียงไม่นานเราก็สามารถนำออกมาใช้ได้ อย่างโรงพยาบาลที่คุณหมออยู่ แรกๆก็ไม่มี Test Kits ภายใน 1 สัปดาห์ สามารถทำออกมาใช้ได้ ซึ่งปกติต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี จึงจะผลิตออกมาใช้ตรวจคนได้ เป็น ร้อยเป็นพัน
นอกจากนี้ องค์ความรู้ก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เป็นวันต่อวัน เขียน protocol วันต่อวัน พอมีข้อมูลใหม่ก็เปลี่ยนทันที ยาตัวนี้ใช้ไม่ได้ ก็เอาออกไป ใส่ตัวใหม่เข้าไป เรื่องนี้ทำให้รู้ว่าถ้ามนุษย์เราต้องการจะทำอะไรจริงจังสักอย่าง มันไม่ต้องใช้เวลานาน สามารถทำได้รวดเร็วมาก
▪ สรุปเนื้อหาในคลิปโดย:
Pattaraporn Sovarattanaphong & The ATK Gang
▪ที่มา:
[Doctor Tany]: https://youtu.be/7Ks-OA8316k
Tany Thaniyavarn, MD
▪เอกสารนี้เป็นการสรุปความที่ได้จากการฟังการบรรยาย มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน และผู้ที่รักในการอ่านเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางวิชาการได้ และห้ามนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง บางส่วนหรือทั้งหมด และห้ามนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตคลิปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
▪ท่านสามารถรับชมการบรรยายจากคลิปเสียงต้นฉบับได้ กรุณากดที่ลิงก์ ตรงหัวข้อ "ที่มา" ด้านบนค่ะ
คณะผู้จัดทำ